Custom Search
บทความ สุขภาพ น่ารู้
สถิติเข้าชมเว็บ
สมาชิก

สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน

รู้จักเพื่อให้ห่างไกล มะเร็งลำไส้ใหญ่ และทวารหนัก

แบ่งปันให้เพื่อน เข้าชม 4262 | ตอบ 0
 
รู้จักเพื่อให้ห่างไกล มะเร็งลำไส้ใหญ่ และทวารหนัก
 

  • ลำไส้ เป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของระบบทางเดินอาหาร ประกอบไปด้วยสองส่วนสำคัญ คือ ลำไส้เล็ก และลำไส้ใหญ่ โดยลำไส้ใหญ่นั้นจะแบ่งออกเป็นลำไส้ใหญ่ส่วนต้น (Cecum) ลำไส้ใหญ่ (Colon) และลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย หรือลำไส้ตรง (Rectum) ซึ่งมีความยาวไม่กี่นิ้วและถือเป็นส่วนสุดท้ายของทางเดินอาหาร ทำหน้าที่กักเก็บและขับถ่ายกากอาหารที่ผ่านการย่อย เพื่อเตรียมขับถ่ายออกจากร่างกายต่อไป


    สำหรับโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือ Colon Cancer นั้น เซลล์มะเร็งจะก่อตัวขึ้นบริเวณเนื้อเยื่อของลำไส้ใหญ่ ขณะที่ในมะเร็งทวารหนัก เซลล์มะเร็งจะเกิดขึ้นบริเวณเนื้อเยื่อในส่วนปลายสุดของลำไส้ใหญ่ใกล้กับ ทวารหนัก

    รู้ทันสัญญาณอันตราย

    “ในระยะเริ่มต้นมะเร็งลำไส้มักไม่ปรากฏอาการความผิดปกติใด ๆ แต่สามารถตรวจพบได้ด้วยการส่องกล้อง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วแพทย์มักจะแนะนำให้ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปเริ่มเข้ารับการตรวจ” นพ.วีระกิตติ์ แนะนำ

    อย่างไรก็ตามเมื่อมีการพัฒนาของโรคมากขึ้น ผู้ป่วยอาจแสดงอาการผิดปกติได้ ดังนี้

    • มีพฤติกรรมการขับถ่ายผิดไปจากเดิม เช่น จากที่เคยถ่ายเป็นประจำทุกวัน ก็เริ่มมีอาการท้องเสีย ท้องผูก หรือรู้สึกถ่ายไม่หมดไม่สุด
    • มีเลือดแดงหรือดำปนออกมาขณะขับถ่าย
    • ขนาดอุจจาระเล็กลง ปวดท้อง ท้องอืด แน่นท้อง
    • น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
    • คลื่นไส้และอาเจียน เนื่องจากลำไส้อุดตันเพราะเซลล์มะเร็ง
    • รู้สึกหมดแรง อ่อนเพลียบ่อย เนื่องจากก้อนมะเร็งทำให้เกิดการเสียเลือด
    • ในบางรายอาจคลำเจอก้อนในช่องท้อง
    อาการเหล่านี้จะแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย ขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่งของเซลล์มะเร็ง

    ใครบ้างที่มีความเสี่ยง

    แม้ว่าสาเหตุของโรคจะยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัด แต่ปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อโรคมะเร็งลำไส้นั้น ได้แก่
    • อายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป
    • มีประวัติบุคคลในครอบครัว เคยเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
    • มีประวัติเป็นลำไส้อักเสบเรื้อรัง โดยเฉพาะผู้ที่เป็นนานเกิน 7 ปี
    • เคยถูกตรวจพบว่ามีติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่มาก่อน
    • เคยมีประวัติหรือมีความผิดปกติทางพันธุกรรม เช่น พันธุกรรมมะเร็งลำไส้ใหญ่ชนิดไม่มีติ่งเนื้อ (Hereditary Nonpolyposis Colon Cancer) และพันธุกรรมมะเร็งลำไส้ใหญ่ชนิดมีติ่งเนื้อ (Familial Adenomatous Polyposis)
    • สตรีที่มีประวัติเป็นมะเร็งที่รังไข่ มดลูก และเต้านมมาก่อน
    • มีภาวะอ้วน
    • เป็นผู้ที่รับประทานอาหารไขมันสูงเป็นประจำ และไม่ค่อยรับประทานอาหารที่มีใยอาหาร แคลเซียม และโฟเลท
    • ผู้สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ และขาดการออกกำลังกาย

    การตรวจวินิจฉัย

    “เช่นเดียวกับมะเร็งชนิดอื่น ๆ โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักสามารถรักษาให้หายขาดได้หากตรวจพบในระยะเริ่ม ต้น ฉะนั้นเพื่อความไม่ประมาทผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปและผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจหามะเร็งแม้ว่าจะยังไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ” นพ.วีระกิตติ์ แนะนำ

    สำหรับวิธีการตรวจหาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักนั้นมีหลากหลายวิธีด้วย กัน แต่ละวิธีมีต่างก็มีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกันไป แต่เนื่องจากไม่มีวิธีใดเพียงวิธีเดียวที่จะตรวจได้โดยสมบูรณ์ แพทย์จึงมักแนะนำให้คนไข้เข้ารับการตรวจมากกว่าหนึ่งวิธีซึ่งได้แก่

    การตรวจหาเลือดในอุจจาระ (Fecal Occult Blood Test) เลือดในอุจจาระที่พบอาจไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จึงต้องตรวจด้วยกระบวนการทางเคมี หากพบว่ามีเลือดปนออกมาก็จำเป็นต้องตรวจเพิ่มว่าสาเหตุเกิดจากมะเร็งหรือไม่

    การส่องกล้องบริเวณลำไส้ส่วนปลาย (Sigmoidoscopy) เป็นการสอดกล้องเข้าไปทางทวารหนัก ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกอึดอัดและอยากถ่าย ผู้ได้รับการตรวจจึงมักได้รับการแนะนำให้ถ่ายหรือกินยาถ่ายก่อนเข้ารับการ ตรวจ เพื่อให้ลำไส้สะอาด

    การส่องกล้องตรวจบริเวณลำไส้ใหญ่ทั้งหมด (Colonoscopy) เป็นการสอดกล้องขนาดเล็กเข้าไปทางทวารหนักเช่นกัน ซึ่งกล้องจิ๋วนี้จะถูกปรับให้โค้งงอได้เพื่อให้สามารถตรวจดูภายในบริเวณลำ ไส้ได้ทั้งหมด ทั้งนี้ข้อมูลจากกล้องจะถูกส่งผ่านมายังจอภาพเพื่อให้แพทย์วินิจฉัยและ เนื่องจากก่อนการตรวจผู้ป่วยจะได้รับยานอนหลับ ดังนั้นหากพบความผิดปกติเช่นมีติ่งเนื้อที่น่าสงสัยแพทย์จึงสามารถตัดชิ้น เนื้อเพื่อนำมาตรวจในขั้นตอนนี้ได้เลย

    การสวนแป้งเพื่อเอ็กซเรย์ภาพ (Double-contrast Barium Enema) เป็นการนำสารทึบแสงเข้าไปเคลือบตามลำไส้ผ่านทางทวารหนักเพื่อตรวจดูความผิด ปกติ ซึ่งความไวในการตรวจจับความผิดปกติของวิธีนี้มีมากถึงร้อยละ 70 ถ้าพบความผิดปกติต้องส่องกล้องตรวจเพิ่มเติมเพื่อเอาชิ้นเนื้อมาตรวจ

    การตรวจทางทวารหนักด้วยนิ้วมือ (Digital Rectal Exam) แพทย์จะใช้นิ้วสอดเข้าไปทางทวารหนักเพื่อตรวจคลำดูว่ามีความผิดปกติหรือไม่ แต่จะจำกัดการตรวจได้แค่บริเวณทวารหนักและลำไส้ตรงซึ่งเป็นส่วนปลายของลำไส้ ใหญ่เท่านั้น โดยปกติแล้วแพทย์จะตรวจด้วยวิธีนี้ก่อนทำการส่องกล้อง

    การเอ็กซเรย์ด้วยคอมพิวเตอร์ความเร็วสูง (Virtual colonography) เป็นการใช้โปรแกรมจากเครื่อง CT Scan เพื่อสร้างภาพ 3 มิติ วิธีนี้ไม่จำเป็นต้องให้ยานอนหลับแก่ผู้ที่จะเข้ารับการตรวจ สามารถใช้ตรวจดูลำไส้ได้ทั้งหมด และมีความไวสูงถึงประมาณร้อยละ 90 แต่อาจทำให้เกิดผลตรวจปลอมได้ เช่น ประเมินผลว่าก้อนอุจจาระที่ค้างอยู่ในลำไส้เป็นก้อนเนื้อ และหากพบติ่งเนื้อที่น่าสงสัยก็จำเป็นต้องอาศัยการส่องกล้องลำไส้ใหญ่เพิ่ม เพื่อเอาชิ้นเนื้อมาตรวจอีกครั้งหนึ่ง

    ทั้งนี้ นพ.วีระกิตติ์ แนะนำว่าบุคคลทั่วไปที่ได้รับการส่องกล้องเพื่อตรวจหามะเร็งแล้วไม่พบความ ผิดปกติ สามารถรอได้ 3 - 5 ปี แล้วจึงค่อยมาตรวจซ้ำอีกครั้ง แต่ในกรณีผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งและได้รับการรักษาจนหาย ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจซ้ำทุกปีเพราะว่าโรคมะเร็งสามารถเกิดขึ้นซ้ำในที่ใด ที่หนึ่งของลำไส้ได้

    ระยะของโรค

    ในกรณีที่มีการตรวจพบเซลล์มะเร็ง แพทย์จะแบ่งระยะของโรคออกเป็นดังนี้
    • ระยะ 0 เซลล์มะเร็งจำกัดเฉพาะในบริเวณผิวของลำไส้ มีโอกาสในการรักษาให้หายขาดได้
    • ระยะ 1 มะเร็งยังคงจำกัดอยู่ที่ผนังลำไส้ด้านใน แต่ยังสามารถรักษาให้หายขาดได้
    • ระยะ 2 มะเร็งเริ่มแพร่กระจายออกไปถึงชั้นกล้ามเนื้อของผนังลำไส้ แต่ไม่กระจายไปต่อมน้ำเหลืองซึ่งยังรักษาให้หายได้
    • ระยะ 3 เซลล์มะเร็งเริ่มแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองแต่ไม่ลามไปยังส่วนอื่น หลังการผ่าตัดควรได้รับเคมีบำบัดร่วมด้วย
    • ระยะ 4 เซลล์มะเร็งเริ่มแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ เช่น ปอด ตับ และกระดูก ซึ่งไม่สามารถรักษาให้หายขาดแต่จะเป็นการรักษาเพื่อบรรเทาอาการให้ผู้ป่วยมี คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

    การรักษา

    วิธีที่แพทย์เลือกใช้ในการรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักนั้น ส่วนใหญ่แล้วขึ้นอยู่กับระยะของโรค แต่โดยทั่วไปการผ่าตัดและการทำเคมีบำบัดถือเป็นวิธีการรักษาโรคมะเร็งที่ แพทย์มักพิจารณาใช้ และในบางกรณีอาจมีการฉายรังสีร่วมด้วย

    เนื่องจากการมองหาสัญญาณของการเป็นมะเร็งชนิดนี้ทำได้ค่อนข้างยากในระยะ เริ่มต้นของโรค การป้องกันจึงจำเป็นอย่างยิ่ง “หมั่นดูแลตัวเอง ด้วยการเลือกรับประทานอาหารที่มีเส้นใยสูงลดอาหารที่ปรุงจากไขมันสัตว์ หมั่นออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงการดื่มสุราและสูบบุหรี่ คือหลักการป้องกันเบื้องต้นเพราะการมีสุขภาพร่างกายที่ดีย่อมเป็นเสมือน เกราะป้องกันให้คุณห่างไกลจากโรคต่าง ๆ รวมถึงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักด้วย” นพ.วีระกิตติ์ กล่าวปิดท้าย

    หลากเรื่องควรรู้ 

    • ติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่อาจพัฒนาต่อไปเป็นมะเร็งโดยที่ไม่ปรากฏอาการใด ๆ เลย การตรวจคัดกรองจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง
    • แม้ผู้มีประวัติครอบครัวจะมีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และ ทวารหนักมากกว่าผู้ที่ไม่มีประวัติครอบครัว แต่ผู้ป่วยรายใหม่ถึงร้อยละ 75 ล้วนไม่เคยมีประวัติครอบครัวมาก่อนทั้งสิ้น (Myths & Facts about colorectal cancer by Richard Pazdur and Melanie E Royce, 2004)
    • ผู้สูงอายุมีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่า โดยร้อยละ 90 ของผู้ป่วยมีอายุมากกว่า 50 ปี (ศูนย์วิจัยศึกษาและบำบัดโรคมะเร็ง ศูนย์วิจัยจุฬาภรณ์)
    • สำหรับมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักแล้ว ขนาดของก้อนมะเร็งไม่สำคัญเท่ากับความลึกที่ก้อนนั้นฝังลงในผนังลำไส้ ก้อนมะเร็งขนาดเล็กฝังลึก ร้ายแรงกว่าก้อนมะเร็งขนาดใหญ่ที่อยู่ตื้นกว่า (Myths & Facts about colorectal cancer by Richard Pazdur and Melanie E Royce, 2004)
 
ความคิดเห็นของผู้เข้าชม
ชื่อผู้แสดงความคิดเห็น :
สถานะ : รหัสผ่าน :
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง :
รหัสความปลอดภัย :